Posted by: jjboylaw | 12 กุมภาพันธ์ 2009

ข้อแนะนำ ต่อ

ความเข้าใจในสิ่งที่จดจำ

ในการศึกษากฎหมายนั้น นอกจากจะต้องมีความจดจำแล้ว นักศึกษายังจะต้องมีความเข้าใจด้วย กล่าวคือเมื่อจดจำตัวบทกฎหมายได้แล้วขั้นต่อไปต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่าถ้อยคำในตัวบทกฎหมายนั้นหมายถึงอย่างไร ตัวอย่างเช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 บัญญัติว่า “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำผิดฐานลักทรัพย์” ในมาตรา 334 นี้ มีถ้อยคำที่นักศึกษาจะต้องทำความเข้าใจให้ได้ อย่างเช่นคำว่า “เอาไป” หมายถึงอะไร หรือว่า “โดยทุจริต” หมายถึงอะไร จากตัวอย่างที่กล่าวนี้ ถ้านักศึกษามีความเข้าใจ นักศึกษาอาจตอบได้ว่า “เอาไป” หมายถึงการเอาไปจากการครอบครองของผู้อื่น ส่วนคำว่า “โดยทุจริต” หมายถึง การแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือกรณีความผิดฐานเจ้าพนักงานรับสินบนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ซึ่งมีหลักว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่” ในมาตรา 149 นี้ มีถ้อยคำที่นักศึกษาจะต้องทำความเข้าใจให้ได้ อย่างเช่นคำว่า “เจ้าพนักงาน” หมายถึงผู้ใด ถ้านักศึกษามีความเข้าใจ นักศึกษาอาจตอบได้ว่า คำว่า “เจ้าพนักงาน” หมายถึง ข้าราชการที่ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมาย โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดินประเภทเงินเดือน หรือบุคคลที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษให้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน ดังนี้เป็นต้น

การเรียนกฎหมายลำพังเพียงมีความจดจำอย่างเดียว โดยปราศจากความเข้าใจนั้นย่อมไม่ช่วยให้นักศึกษาสอบไล่ได้ นักศึกษาจะต้องมีความเข้าใจหลักกฎหมายมาตรานั้น ๆ ด้วย จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนตรวจข้อสอบมา มีนักศึกษาบางคนจดจำตัวบทกฎหมายได้ แต่ปรากฏว่าสอบไม่ผ่าน ทั้งนี้เพราะนักศึกษาคนนั้นมีแต่ความจำ แต่ขาดความเข้าใจ จึงทำให้การวินิจฉัยปัญหาผิดพลาดไป

มีปัญหาว่าทำอย่างไรจึงจะมีความเข้าใจตัวบทกฎหมายเหล่านั้น ในเรื่องนี้นักศึกษาจะต้องอ่านคำอธิบายเสียก่อน เป็นเบื้องต้นว่า ในมาตราต่าง ๆ เหล่านั้น ผู้เขียนตำราเขาให้คำอธิบายไว้ว่าอย่างไรบ้าง จากนั้นนักศึกษาจึงค่อยมาฟัง คำบรรยายจากอาจารย์ จุดไหนที่ยังไม่เข้าใจ ก็ควรสอบถามอาจารย์ให้ช่วยอธิบายให้ เมื่อได้กระทำดังนี้แล้ว นักศึกษาก็จะมีความเข้าใจในหลักกฎหมายนั้น ๆ ได้

การรู้จักนำสิ่งที่จดจำและเข้าใจนั้นไปใช้ได้ถูกต้อง

ในเรื่องนี้หมายความว่า เมื่อมีความจำและเข้าใจแล้ว ต้องรู้จักนำสิ่งที่จดจำและเข้าใจนั้นไปใช้ให้ถูกต้อง หรืออาจจะกล่าวได้โดยง่าย ๆ ว่า รู้จักใช้กฎหมายให้ถูกต้อง กล่าวคือ ต้องรู้ว่ากรณีใดจึงจะใช้กฎหมายเรื่องใด ตัวอย่างเช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ซึ่งมีหลักสำคัญคือ เป็นการเอาทรัพย์ไปจากการครอบครองของผู้อื่น ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 มีหลักสำคัญคือ เป็นการเบียดบังทรัพย์ที่ตนเองครอบครองโดยทุจริต เพราะฉะนั้น ถ้าปัญหาเขาถามว่า การกระทำนั้นเป็นความผิด ฐานลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ นักศึกษาต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เขาให้มาว่า การครอบครองทรัพย์อยู่ที่ใคร อยู่ที่จำเลยหรือผู้เสียหาย ถ้าทรัพย์นั้นอยู่ที่ผู้เสียหาย จำเลยเอาไปจากการครอบครองของผู้เสียหาย นักศึกษาต้องนำมาตรา 334 มาใช้ตอบ กล่าวคือการกระทำ ของจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ แต่ถ้าหากว่าทรัพย์นั้นอยู่ที่จำเลย โดยจำเลยครอบครองอยู่และจำเลยได้เบียดบังเอาไว้โดยทุจริต ในกรณีนี้ต้องนำมาตรา 352 มาใช้ตอบ กล่าวคือการกระทำของจำเลยมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์

ปัญหาว่า ทำอย่างไรจึงจะเอาสิ่งที่จดจำและเข้าใจไปใช้ได้ถูกต้อง ในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับตัวนักศึกษาเองว่า นักศึกษามีความขยันหมั่นเพียร อ่านหนังสือได้มากน้อยเพียงใด ถ้านักศึกษาอ่านหนังสือมาก และจำอุทาหรณ์ในหนังสือคำบรรยายได้ ก็จะทำให้นักศึกษาใช้กฎหมายที่ตนจดจำ และเข้าใจได้โดยถูกต้อง

ที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไปของการที่จะศึกษาวิชากฎหมายให้ได้ผลดีว่าจะต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง ต่อไปนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงทัศนะ บางประการเกี่ยวกับการลงทะเบียนเรียนและการเตรียมตัวก่อนสอบ โดยอาศัยจากประสบการณ์ในสมัย ที่ผู้เขียนเองเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย รามคำแหงนี้

1. การลงทะเบียนเรียน
ก่อนลงทะเบียนเรียน นักศึกษาควรตรวจสอบดูวัน, เวลาสอบให้ดีว่าวิชาที่จะลงทะเบียนนั้น วิชาไหนสอบวันใด ทั้งนี้เพื่อป้องกัน ความผิดพลาดอันเนื่องมาจากวัน เวลาสอบตรงกัน ซึ่งจะเป็นผลเสียแก่นักศึกษาได้ การจัดตารางสอบนั้นควรจัดให้มีวันสอบที่ห่างกันพอสมควรเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่างเช่นสอบวันแล้วเว้นไปอีก 2 – 3 วัน จึงสอบอีกเป็นต้น ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อว่าช่วงระยะเวลา 2 – 3 วันที่เว้นไปนั้น นักศึกษาจะได้มีเวลาทบทวนวิชาที่จะต้องสอบต่อไปให้มีความพร้อม และเกิดความมั่นใจยิ่งขึ้น
ในจำนวนวิชาที่ลงทะเบียนนั้น ควรจัดวิชาที่ยากสลับกับวิชาที่ง่าย ไม่ควรลงทะเบียนวิชาที่มีความยากทั้งหมดหรือง่ายทั้งหมด ควรที่จะสลับกันไป เพราะถ้านักศึกษาลงวิชาที่ยากทั้งหมด บังเอิญสอบไม่ผ่าน นักศึกษาจะเสียกำลังใจและเกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากเรียน

2. การเตรียมตัวก่อนสอบ
การสอบไล่ในแต่ละภาคนั้นเป็นการวัดผลว่า นักศึกษามีความรู้ดีพอที่จะผ่านได้หรือไม่ในแต่ละวิชา ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็น ที่นักศึกษาจะต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ ในการเตรียมตัวก่อนสอบนี้ผู้เขียนขอแยกพิจารณาดังต่อไปนี้

2.1 การอ่านคำอธิบาย
ในการอ่านคำอธิบายหรือตำรากฎหมายนั้น นักศึกษาควรลงมืออ่านตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจ จะเป็นตั้งแต่วันแรกที่เปิดเรียน หรือก่อนเปิดเรียนก็ได้ และก็ต้องอ่านสม่ำเสมอทุกวัน เพราะวิชากฎหมายนั้น ถ้าไม่อ่านสักสามวันก็อาจลืมได้ นักศึกษา ไม่ควรไปอ่านเอาตอนก่อนสอบสองวันหรือสามวัน เพราะการจดจำหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของกฎหมายอาจจะไม่แม่นยำเหมือนกับการที่นักศึกษาอ่านแต่เนิ่น ๆ สม่ำเสมอทุกวัน
เกี่ยวกับการอ่านคำอธิบายนี้ มีข้อที่อยากจะแนะนำนักศึกษาว่า ในการอ่านแต่ละวิชานั้น นักศึกษาควรโน้ตย่อ ๆ หลักเกณฑ์ของกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นหลักทั่วไป ข้อยกเว้น หรือสิ่งที่สำคัญ ไว้ในสมุดต่างหาก ทั้งนี้เพื่อความสะดวกของนักศึกษาเองในวันที่จะทบทวนก่อนการสอบไล่ มีปัญหาว่าจะต้องอ่านคำอธิบายสักกี่เที่ยวจึงจะมีความจดจำและสอบได้
ในเรื่องนี้ผู้เขียนเห็นว่าการอ่านคำอธิบายนั้น ยิ่งอ่านมากเที่ยวเท่าใดยิ่งเป็นการดี เพราะยิ่งอ่านมากเที่ยวยิ่งจำได้แม่นยำไม่มีลืม ผู้เขียนเองในสมัยที่เรียนอยู่นั้น ในแต่ละวิชาผู้เขียนจะต้องอ่านหนังสือไม่ต่ำกว่าห้าเที่ยว จึงจะมีความจดจำได้ ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ผู้เขียนเองไม่ได้มีมันสมองอันเลอเลิศที่อ่านเที่ยวเดียวแล้วจำได้ ดังนั้นผู้เขียนจึงอาศัยความขยันมากเป็นพิเศษคือต้องอ่านถึงห้าเที่ยวจึงจะจำได้
กล่าวโดยสรุป การอ่านคำอธิบายควรอ่านแต่เนิ่น ๆ สม่ำเสมอทุกวัน และอ่านหลาย ๆ เที่ยว

2.2 การท่องตัวบทกฎหมาย
ดังได้กล่าวแล้วว่า ตัวบทกฎหมายมีความสำคัญอย่างยิ่งในการตอบข้อสอบ เพราะถ้า นักศึกษาจดจำตัวบทกฎหมายได้แม่น ย่อมตอบข้อสอบได้คะแนนดี ดังนั้นนักศึกษาจึงมีความจำเป็นต้องท่องเพื่อให้จำได้ การท่องตัวบทกฎหมายนั้น ควรกระทำควบคู่ไปกับการอ่านคำอธิบาย คำว่า “ควบคู่” ในที่นี้มิได้หมายความว่าทำพร้อมกันในเวลาเดียวกัน แต่หมายความว่า การท่องตัวบทนั้นควรท่องเสียแต่เนิ่น ๆ โดยทำสลับกันกับการอ่านคำอธิบาย ตัวอย่างเช่น วันหนึ่ง ๆ แบ่งเวลาเป็น 3 ชั่วโมง สำหรับอ่านคำอธิบาย อีก 1 ชั่วโมงสำหรับการท่องตัวบท ทำเช่นนี้สม่ำเสมอทุกวัน ไม่ควรท่องเอาตอนใกล้สอบเพราะนักศึกษาอาจจำไม่ได้หรือจำได้แต่ไม่แม่นยำ เมื่อจำหลักกฎหมายไม่แม่นยำแล้ว นักศึกษาอาจจะวินิจฉัยปัญหาข้อสอบผิดพลาดไป
มีปัญหาว่าทำอย่างไรจึงจะท่องตัวบทกฎหมายและจำได้แม่นยำ ในเรื่องนี้ผู้เขียนขอแนะนำว่า นักศึกษาควรใช้ความขยันหมั่นเพียร และความอดทนมากเป็นพิเศษ การท่องตัวบทเที่ยวแรก ๆ อาจจะจำไม่ค่อยได้ แต่ขอให้พยายามต่อไป โดยท่องหลาย ๆ เที่ยวจนกว่าจะท่องได้ การท่องตัวบทนั้นไม่ควรจำกัดสถานที่ เช่น นักศึกษาบางคนคิดว่าการท่องตัวบทกฎหมายควรท่องในสถานที่ที่สงบเงียบ วิเวกวังเวง จึงจะทำให้เกิดสมาธิและจดจำได้ ความจริงไม่ควรคิดเช่นนั้น การท่องตัวบทกฎหมายอาจท่องได้ในสถานที่บางแห่งแม้จะไม่ใช่สถานที่ที่สงบเงียบ ถ้าหากว่าเรามีสมาธิก็อาจท่องได้ ตัวอย่างเช่นบนรถโดยสารประจำทางหรือในห้องเรียนระหว่างที่รอคำบรรยายจากอาจารย์ดังนี้เป็นต้น
การท่องตัวบทกฎหมายเพื่อที่จะให้จำได้แม่นยำนั้น นักศึกษาอาจจะใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ว่าใครจะถนัดวิธีใด บางคนอาจจะท่องตัวบทกฎหมายโดยแยกหลักเกณฑ์องค์ประกอบเป็นข้อ ๆ
ตัวอย่างเช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 อาจจะใช้ท่องโดยจำหลักเกณฑ์เป็นข้อ ๆ ว่า ความผิดฐานลักทรัพย์มีองค์ประกอบคือ
1. เอาไป
2. ทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
3. โดยเจตนาทุจริต
แต่บางคนอาจจะใช้วิธีท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง กล่าวคือท่องทุกตัวอักษร เช่น ตามตัวอย่างข้างต้นอาจจะท่องว่า ความผิดฐานลักทรัพย์มีหลักกฎหมายบัญญัติว่า “ผู้ใดเอาทรัพย์ของ ผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์”
การท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองนี้มีส่วนดีคือว่า การท่องจำแบบนี้ถ้าเราสามารถท่องได้หมดทั้งมาตรา เราจะจำข้อความได้หมดโดยไม่ตกหล่นถ้อยคำหรือข้อความสำคัญไปเลย แต่ถ้านักศึกษาใช้วิธีท่องจำแบบแยกองค์ประกอบเป็นข้อ ๆ ถ้านักศึกษาเกิดหลงลืมองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งไป ก็จะทำให้ขาดสาระสำคัญในมาตรานั้นซึ่งอาจจะทำให้ได้คะแนนไม่ดี
มีปัญหาต่อไปว่า ในกรณีที่หลักกฎหมายมีหลักเกณฑ์อยู่หลายข้อ เราจะมีวิธีการในการจดจำหลักเกณฑ์เหล่านั้น ทั้งหมดได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น โทษในทางอาญานั้น ประมวลกฎหมายอาญา ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 18 ว่า โทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้
(1) ประหารชีวิต
(2) จำคุก
(3) กักขัง
(4) ปรับ
(5) ริบทรัพย์สิน

ตามตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า โทษในทางอาญามีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 อย่าง บาง ครั้งนักศึกษาอาจจะจำไม่ได้ทั้งหมด จึงมีปัญหาว่าทำอย่างไรจึงจะจำได้ครบทั้ง 5 อย่าง ในเรื่องนี้นักศึกษานิติศาสตร์อาวุโสหลายท่านเคยให้คำแนะนำไว้ว่า ให้นักศึกษา ย่อข้อความในแต่ละข้อให้เป็นคำคำเดียวแล้วนำคำย่อคำเดียวนั้นมาต่อกันเข้าเป็นข้อความใหม่ก็จะช่วยในการจดจำได้ทั้งหมด จาก ตัวอย่างข้างต้นเราอาจย่อได้ดังนี้
(1) คำว่า “ประหารชีวิต” ย่อเป็นคำคำเดียวได้เป็น “ป”
(2) คำว่า “จำคุก” ย่อเป็นคำคำเดียวได้เป็น “จ”
(3) คำว่า “กักขัง” ย่อเป็นคำคำเดียวได้เป็น “ก”
(4) คำว่า “ปรับ” ย่อเป็นคำคำเดียวได้เป็น “ป”
(5) คำว่า”ริบทรัพย์สิน” ย่อเป็นคำคำเดียวได้เป็น “ร”
จากนั้นให้นำคำย่อคำเดียวของแต่ละข้อมาเรียงเป็นข้อความใหม่ก็จะได้ว่า ป จ ก ป ร อ่านว่า ปะ-จก-ปอน

เมื่อมาย่อเป็นข้อความใหม่แล้ว ก็จะช่วยให้นักศึกษาจำหลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบ ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามในเวลาตอบข้อสอบนักศึกษาต้องไปขยายความเอาเองว่าคำย่อแต่ละคำนั้นมาจากข้อความว่าอย่างไร เช่น ตามตัวอย่างข้างต้น ข้อความใหม่ที่ว่า “ปจกปร” นั้นมาจากข้อความดังต่อไปนี้
ป มาจากข้อความว่า ประหารชีวิต
จ มาจากข้อความว่า จำคุก
ก มาจากข้อความว่า กักขัง
ป มาจากข้อความว่า ปรับ
ร มาจากข้อความว่า ริบทรัพย์สิบ

ที่กล่าวมานี้เป็นวิธีการท่องจำตัวบทกฎหมาย ในกรณีที่มาตรานั้น ๆ วางหลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบเป็นหลาย ๆ ข้อ สำหรับวิชาที่ต้องใช้ ประมวลกฎหมาย อย่างไรก็ตามวิธีการเช่นนี้ย่อมนำไปใช้กับวิชาอื่น ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้ประมวลกฎหมายก็ตาม ตัวอย่างเช่น วิชา LW 403 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีหลักเกณฑ์ต่าง ๆ หลายประการ ดังนั้นการที่นักศึกษาจะจำหลักเกณฑ์ต่าง ๆได้ทั้งหมด นักศึกษาก็อาจนำวิธีการที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเครื่องช่วยในการที่จะจดจำหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ได้

ตัวอย่างเช่น ถ้าคำถามเขาถามว่า “จงอธิบายหลักการกำหนดเส้นเขตแดนในลำน้ำ”
ในการที่จะตอบคำถามนี้ นักศึกษาจะต้องรู้ว่าการกำหนดเส้นเขตแดนในลำน้ำมีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง สมมติว่าการกำหนดเส้นเขตแดนในลำน้ำมีหลักเกณฑ์ดังนี้คือ
1. ให้ตลิ่งของรัฐใดรัฐหนึ่งเป็นเส้นเขตแดน
2. ใช้เส้นกึ่งกลางของลำน้ำเป็นเส้นเขตแดน
3. ให้ใช้ร่องน้ำลึกที่ใช้ในการเดินเรือเป็นเส้นเขตแดน

ในการที่จะจำหลักเกณฑ์ได้ทั้งหมด นักศึกษาอาจจำเอาวิธีการที่กล่าวข้างต้นมาใช้ กล่าวคือ ย่อข้อความที่ยาวให้เป็นคำคำเดียวหรือสองคำ จากนั้นนำคำย่อมาต่อกันให้ได้ใจความตามความเข้าใจของนักศึกษาเองหรืออาจเรียกว่าเป็นโค้ตลับของนักศึกษาเอง จากตัวอย่างข้างต้น เราอาจจะย่อได้เป็นดังนี้
1. ข้อความที่ว่า “ให้ตลิ่งของรัฐใดรัฐหนึ่งเป็นเส้นเขตแดน” ย่อได้เป็น ตลิ่ง
2. ข้อความที่ว่า “ใช้เส้นกึ่งกลางของลำน้ำเป็นเส้นเขตแดน” ย่อได้เป็น กึ่งกลาง
3. ข้อความที่ว่า “ให้ใช้ร่องน้ำลึกที่ใช้ในการเดินเรือเป็นเส้นแขตแดน” ย่อได้เป็น ร่องน้ำ

เมื่อนำคำย่อมาต่อกันเข้าจะเกิดเป็นข้อความใหม่ว่า ตลิ่งกึ่งกลางร่องน้ำ ในการท่องนักศึกษาก็ท่องแต่เพียงว่า หลักเกณฑ์ในการกำหนดเส้นเขตแดนในลำน้ำมีดังนี้คือ ตลิ่งกึ่งกลางร่องน้ำ ส่วนในเวลาเขียนตอบข้อสอบนักศึกษาต้องไปขยายความเอาเองว่า คำไหนมาจากข้อความว่าอย่างไร อย่างเช่นตัวอย่างข้างต้นข้อความใหม่ที่ว่า “ตลิ่งกึ่งกลางร่องน้ำ” นั้นมาจากข้อความดังต่อไปนี้
ตลิ่ง มาจากข้อความว่า “ให้ตลิ่งของรัฐใดรัฐหนึ่งเป็นเส้นเขตแดน”
กึ่งกลาง มาจากข้อความว่า “ใช้เส้นกึ่งกลางของลำน้ำเป็นเส้นเขตแดน”
ร่องน้ำ มาจากข้อความว่า “ให้ใช้ร่องน้ำลึกที่ใช้ในการเดินเรือเป็นเส้นเขตแดน”

วิธีการที่กล่าวมานี้ จะเป็นเครื่องมือช่วยนักศึกษาในอันที่จะจดจำหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ได้ทั้งหมดโดยไม่ตกหล่นเลยแม้แต่น้อย

2.3 การอ่านคำพิพากษาฎีกา
ถึงแม้ว่าประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมายก็ตาม แต่คำพิพากษาฎีกาก็นับว่ามีความสำคัญไม่น้อย เพราะคำพิพากษาฎีกานั้นถือได้ว่า เป็นการใช้กฎหมายของศาลสูงและคำพิพากษาฎีกาบางเรื่อง เป็นการตีความตัวบทกฎหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ดังนั้น นักศึกษาควรศึกษาไว้เพื่อให้รู้ว่าศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานในเรื่องนั้น ๆ ไว้ว่าอย่างไรบ้าง
ในหนังสือคำอธิบายกฎหมาย ผู้เขียนมักจะยกตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาเอาไว้ นักศึกษาควรย่อคำพิพากษาฎีกาที่สำคัญ ๆ และเป็นฎีกาที่แปลกเอาไว้ในสมุดต่างหากเพื่อความสะดวกในการทบทวนก่อนสอบ การอ่านคำพิพากษาฎีกานั้น นักศึกษาจะต้องจำ ข้อเท็จจริง เหตุผล พร้อมทั้งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาให้ได้ ทั้งนี้เพื่อนำเอาเหตุผลและคำวินิจฉัยไปใช้อ้างอิงเวลาตอบข้อสอบ

2.4 การฝึกหัดตอบข้อสอบ
เมื่อนักศึกษาอ่านคำอธิบายเข้าใจและท่องตัวบทกฎหมายได้แล้ว นักศึกษาควรทดลองฝึกหัดตอบข้อสอบดูว่า คำอธิบายที่อ่านหรือตัวบทที่ท่องมานั้น ถ้าข้อสอบจริง ๆ จะพอทำได้หรือไม่และถ้าทำได้ทำได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ โดยการนำข้อสอบเก่า ๆ มาลองฝึกตอบและลองจับเวลาดูว่าใช้เวลาในการเขียนคำตอบมากน้อยแค่ไหน เพื่อเป็นการฝึกฝนตนเองให้เกิดความชำนาญก่อนการสอบไล่จะมาถึง

วิธีตอบข้อสอบวิชากฎหมายแบบอัตนัย
ดังได้กล่าวแล้วว่า การสอบไล่ในแต่ละภาคนั้นเป็นการวัดผลว่า นักศึกษาจะมีความรู้ดีพอที่จะผ่านได้หรือไม่ และการที่จะทราบว่านักศึกษาคนใดมีความรู้ดีหรือไม่ ก็โดยการพิจารณาตอบข้อสอบ มีนักศึกษาหลายคนที่จริง ๆ แล้วมีความรู้วิชากฎหมายดี แต่อาจสอบไล่ตก ทั้งนี้เพราะนักศึกษาเหล่านั้นไม่เข้าใจวิธีการตอบข้อสอบ การที่ไม่รู้จักวิธีตอบนั่นเองจึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถแสดงให้อาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบทราบได้ว่า เขาได้มีวิชาความรู้พอที่จะสอบไล่ได้ ดังนั้นนักศึกษาจึงจำเป็นต้องรู้ว่าวิธีการตอบข้อสอบวิชากฎหมายที่ถูกต้องนั้นเขาทำกันอย่างไร สำหรับวิธีการตอบข้อสอบวิชา กฎหมายแบบอัตนัยผู้เขียนขอแยกพิจารณาดังต่อไปนี้คือ
1. การตอบคำถามประเภทความจำและความเข้าใจ
2. การตอบคำถามประเภทอุทาหรณ์หรือปัญหาตุ๊กตา
1. การตอบคำถามประเภทความจำและความเข้าใจ

คำถามประเภทความจำและความเข้าใจนั้น ส่วนมากผู้ออกข้อสอบประสงค์จะให้นักศึกษา อธิบายอย่างงละเอียด ในปัญหาที่ถาม เช่น ถามว่า เจตนาในทางอาญาคืออะไร หรือคำถามที่ว่า การกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ในทางแพ่ง ท่านเข้าใจว่าอย่างไร หรือคำถามที่ว่าให้นักศึกษาอธิบายความผิดฐานปลอมเอกสาร หรือคำถามประเภท ที่ถามความแตกต่างเกี่ยวกับหลักกฎหมายสองเรื่องที่มีความคล้ายคลึงกัน เช่น ถามว่า ลักทรัพย์กับยักยอกทรัพย์ต่างกัน อย่างไร เป็นต้น

สำหรับคำถามประเภทความจำและความเข้าใจนี้มีวิธีการตอบคือ ในเบื้องต้นนักศึกษาจะต้องยกหลักกฎหมายในเรื่องนั้น ๆ ก่อนว่า ในเรื่องนั้นมีหลักกฎหมายบัญญัติไว้อย่างไรบ้าง จากนั้นให้นักศึกษาอธิบายถ้อยคำของกฎหมายโดยอธิบายอย่างละเอียด พร้อมทั้งยกอุทาหรณ์ประกอบ ส่วนคำถามประเภทว่าถามความแตกต่างกับหลักกฎหมายสองเรื่องที่มีความคล้ายคลึงกันนั้นมีวิธีการตอบคือ ให้นักศึกษายกหลักกฎหมายของแต่ละเรื่องลงไว้ จากนั้นอธิบายอย่างละเอียด โดยเน้นถึงความแตกต่างระหว่างเรื่องทั้งสองนั้น พร้อมทั้งยกอุทาหรณ์ประกอบ

2. การตอบคำถามแบบอุทาหรณ์หรือปัญหาตุ๊กตา

การตอบคำถามประเภทอุทาหรณ์หรือปัญหาตุ๊กตา จะต้องประกอบด้วยขั้นตอน 3 ขั้นตอนดัง ต่อไปนี้
2.1 หลักกฎหมาย
2.2 การวินิจฉัย
2.3 สรุป

2.1 หลักกฎหมาย

ในการตอบข้อสอบแบบอัตนัยนั้น ประการแรกสุดนักศึกษาควรยกหลักกฎหมายที่เกี่ยว ข้องกับปัญหาที่ถามขึ้นไว้ก่อนว่า ในเรื่องนั้น ๆ มีหลักกฎหมายบัญญัติไว้อย่างไรบ้าง นอกจากนั้นในบางวิชา เช่น LW 207 หรือ LW 301 นักศึกษาควรแยกองค์ประกอบและอธิบายองค์ประกอบในมาตรานั้น ๆ ด้วย ทั้งนี้เพื่อแสดงให้อาจารย์ผู้ตรวจเห็นว่า นักศึกษามีความรู้เพียงพอที่จะสอบผ่านได้ ในส่วนของหลักกฎหมายนี้ นักศึกษาจะได้คะแนนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่า นักศึกษรจำได้แม่นมากน้อยเพียงใด ถ้านักศึกษาเขียนหลักกฎหมายลงในกระดาษคำตอบมีข้อความตรงกันกับที่ประมวลกฎหมายบัญญัติเอาไว้ นักศึกษาก็จะได้คะแนนมาก ถ้ามีข้อความใกล้เคียงบ้างคะแนนก็จะลดหลั่นลงมา ถ้า นักศึกษาเขียนหลักกฎหมายผิด (สร้างหลักกฎหมายขึ้นเอง) ในกรณีนี้ก็จะไม่ได้คะแนนเลย
อนึ่ง ขอให้นักศึกษาพึงจดจำไว้ว่า ถ้านักศึกษาไม่แน่ใจในเลขมาตราก็ไม่ควรใส่ลงไป เพราะถ้าใส่เลขมาตราผิดลงไปอาจถูกหักคะแนนได้ ถ้าไม่แน่ใจเลขมาตราดังกล่าวควรเขียนคำว่า “หลักกฎหมายสำหรับเรื่องนี้มีว่า………………” เท่านี้ก็เป็นการเพียงพอแล้ว

2.2 การวินิจฉัย
สำหรับขั้นตอนที่สองซึ่งเป็นข้นตอนของการวินิจฉัยนี้ หมายถึงการปรับข้อเท็จจริงให้ เข้ากับหลักกฎหมาย โดยนักศึกษาควรพิจารณาดูว่า ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ที่ให้มานั้นปรับเข้ากับหลักกฎหมายที่ยกขึ้นไว้แล้วได้หรือไม่ ที่ไม่ได้เพราะขาดองค์ประกอบข้อใดซึ่งนักศึกษาจะต้อง ค่อย ๆ ปรับเป็นตอน ๆ ไป

2.3 สรุป
ในการตอบข้อสอบ เมื่อนักศึกษายกหลักกฎหมายขึ้นอ้างตามขั้นตอนที่ 1 และ นักศึกษาได้ปรับข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมาย ตามขั้นตอนที่ 2 เสร็จแล้ว ต่อไปก็มาถึงขั้นตอนที่ 3 คือการสรุป ขั้นตอนนี้หมายความว่า เมื่อยกกฎหมายนั้นมาปรับแก่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว จะมีผลในทางกฎหมายอย่างไร เช่น เป็นความผิดหรือไม่ ต้องรับผิดหรือไม่ หรือรับผิดเพียงใด ดังนี้เป็นต้น

ขั้นตอนการสรุปนี้มีความสำคัญมากเหมือนกัน เพราะเป็นจุดที่อาจารย์ผู้ออกข้อสอบต้องการทราบว่า คำตอบของนักศึกษาจะลงเอยในรูปใด มีนักศึกษาบางคนหลงลืมขั้นตอนนี้ไปโดยตอบมาเฉพาะขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 ซึ่งอาจถูกหักคะแนนไปบ้าง
ที่กล่าวมาทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ เป็นวิธีการตอบคำถามประเภทอุทาหรณ์หรือตุ๊กตา ซึ่งผู้เขียนขอนำตัวอย่างคำถามและวิธีการตอบ เพื่อเป็นแนวทางให้นักศึกษาได้นำไปทดลองฝึกตอบดูดังนี้

คำถาม นายชิงชัยยื่นคำร้องขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่นายไพโรจน์ เจ้าพนักงานที่ดินไม่ยอมจดทะเบียนให้ เนื่องจากหลักฐานไม่ครบถ้วน นายชิงชัยไม่พอใจจึงกลั่นแกล้งเอาความเท็จร้องเรียนต่ออธิบดีกรมที่ดิน กล่าวหาว่านายไพโรจน์กระทำผิดอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ดังนี้ นายชิงชัยมีความผิดฐานใดหรือไม่

คำตอบ
หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 บัญญัติว่า “ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย”
ความผิดตามมาตรานี้ แยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้
1. แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
2. แก่เจ้าพนักงาน
3. ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
4. โดยเจตนา

การกระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จตามมาตรา 137 จะต้องประกอบด้วยการกระทำคือ มีการเอาข้อความอันเป็นเท็จแจ้งต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาขนและต้องเป็นการกระทำโดยเจตนา คือ ผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำ ทั้งยังต้องประกอบกับการที่ได้รู้ข้อเท็จจริง อันเป็นองค์ประกอบความผิด ว่าผู้ที่ตนแจ้งนั้นเป็นเจ้าพนักงานและข้อความที่แจ้งเป็นข้อความเท็จ
คำว่า “แจ้งข้อความ” หมายถึง การนำข้อเท็จจริงแจ้งต่อเจ้าพนักงาน การแจ้งข้อความนั้นอาจกระทำโดยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรก็ได้
คำว่า “ข้อความอันเป็นเท็จ” หมายถึง ข้อความอันไม่ตรงกับความเป็นจริง
คำว่า “เจ้าพนักงาน” หมายถึง ข้าราชการที่ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมาย โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดินประเภทเงินเดือน หรือบุคคลที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษให้มีฐานะเป็น เจ้าพนักงาน
คำว่า “แจ้งต่อเจ้าพนักงาน” หมายถึง การเอาข้อความแจ้งต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งอาจเป็นการริเริ่มโดยผู้แจ้งไปแจ้งเอง หรืออาจเป็นการตอบคำซักถามของเจ้าพนักงานก็ได้และที่สำคัญจะต้องเป็นการแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องราวที่แจ้งนั้นด้วย

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายชิงชังเอาข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่ออธิบดีกรมที่ดินกล่าวหาว่านายไพโรจน์กระทำผิดอาญา เป็นการกระทำที่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานแจ้งความเท็จเพราะอธิบดีกรมที่ดินมีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน และเป็นผู้บังคับบัญชา มีอำนาจพิจารณาลงโทษทางวินัยแก่นายไพโรจน์ได้ จึงเป็นเจ้าพนักงานในความหมายของมาตรานี้

เมื่อนายชิงชังเอาข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงาน และการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่นายไพโรจน์ โดยที่นายชิงชังรู้อยู่แก่ใจว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นเท็จแต่ยังขืนไปแจ้งซึ่งถือได้ว่านายชิงชัยกระทำโดยเจตนา ดังนั้นการกระทำของนายชิงชัยจึงเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

มีปัญหาต่อไปว่า การกระทำของนายชิงชัย จะเป็นความผิดตามมาตรา 172 หรือไม่
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 บัญญัติว่า “ผู้ใดแจ้งความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย”
ความผิดตามมาตรานี้ แยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้
1. แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
2. เกี่ยวกับความผิดอาญา
3. แก่ พนักงานอัยการ ผู้ว่าดคี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา
4. ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
5. โดยเจตนา

การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 172 นี้ จะต้องเป็นการแจ้ง เกี่ยวกับความผิดอาญา คำว่า “ความผิดอาญา” หมายความว่า การกระทำหรือการละเว้นที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด และกำหนดโทษของการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามเอาไว้
การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จที่จะเป็นความผิดตามมาตรานี้ จะต้องเป็นการแจ้งต่อบุคคลผู้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
1. พนักงานอัยการ
2. ผู้ว่าคดี
3. พนักงานสอบสวน
4. เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา

การแจ้งต่อเจ้าพนักงานดังกล่าว จะต้องเป็นการแจ้งในขณะที่เจ้าพนักงานนั้นปฏิบัติการ ตามหน้าที่ภายในขอบเขตแห่งอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้น ๆ

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายชิงชัยไม่พอใจนายไพโรจน์ จึงกลั่นแกล้งโดยกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตนั้น ถือได้ว่านายชิงชัยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแล้ว แต่เนื่องจากว่าอธิบดีกรมที่ดินไม่ใช่พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ดังนั้น การกระทำของนายชิงชัยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 172

สรุป
1. นายชิงชัยมีความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137
2. การกระทำของนายชิงชัยไม่เป็นความผิดตามมาตรา 172


ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: